Feedback Alone Does Not Create Change!

ภาษาไทย อ่านด้านล่าง

Many organizations invest significant time and effort in collecting feedback. Whether through 360-degree assessments, employee surveys, or performance reviews, the intention is clear: to help people grow and improve.

Yet, despite the abundance of feedback, meaningful behavioral change does not always follow. WHY?

Because feedback is only the visible part of the story..

The Iceberg Beneath Feedback : When leaders receive feedback, what they see is often just the tip of the iceberg.

They see the ratings.
They see the comments.
They see how others perceive them.

What remains unseen are the thoughts and emotions beneath the surface:

  • Personal beliefs and assumptions
  • Existing self-perceptions
  • Emotional reactions
  • Concerns about credibility or fairness
  • Fear of judgment or failure
  • Unrecognized blind spots

These hidden factors often determine how feedback is interpreted—and whether it is ultimately accepted, ignored, or challenged.

The Real Challenge Is Not Receiving Feedback

In our work with leaders across organizations, we have observed that the greatest challenge is rarely the feedback itself. The challenge is making sense of it.

When feedback aligns with how leaders see themselves, it is usually easy to accept. BUT, when feedback contradicts deeply held beliefs or self-perceptions, it can trigger resistance, defensiveness, or dismissal. This is a natural human response.

The question is not whether leaders will agree with every piece of feedback. The more important question is:

Can leaders remain curious enough to explore what the feedback might be telling them?

From Feedback to Reflection : This is where reflection becomes critical.

Feedback provides data.

Reflection creates understanding.

Without reflection, feedback remains information.

With reflection, feedback becomes insight.

The most effective leaders are not necessarily those who receive the most positive feedback. They are the ones who are willing to pause, explore different perspectives, and learn from experiences that may be uncomfortable.

From Reflection to Ownership

Awareness alone is not enough.

Real change happens when leaders take ownership of what they learn.

Ownership means moving beyond questions such as:

  • “Is this feedback accurate?”
  • “Do I agree with this feedback?”

Toward questions such as:

  • “What can I learn from this?”
  • “What impact might my behavior be having on others?”
  • “What small change could make a meaningful difference?”

This shift—from evaluation to exploration, from defensiveness to curiosity—is often where leadership growth begins.

Building a Culture That Goes Beyond Feedback. Organizations often focus on improving the quality of feedback.

While important, that is only part of the equation. Equally important is creating opportunities for leaders and teams to digest feedback, reflect on its meaning, and translate insights into action.

Because feedback alone does not create change.

Reflection creates insight.

Ownership creates change.

Thai Content :

Feedback เพียงอย่างเดียว ไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลง

หลายองค์กรลงทุนทั้งเวลาและทรัพยากรจำนวนมากกับการทำ Feedback ไม่ว่าจะเป็น 360 Feedback, Employee Survey หรือ Performance Review

ด้วยความตั้งใจเดียวกัน คืออยากให้ผู้คนเติบโตและพัฒนา แต่ในความเป็นจริง เรากลับพบว่า การได้รับ Feedback ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเสมอไป

เพราะสิ่งที่เรามองเห็นจาก Feedback อาจเป็นเพียง “ส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็ง” เท่านั้น

สิ่งที่อยู่ใต้ Feedback เมื่อผู้นำได้รับ Feedback สิ่งที่มองเห็นได้คือ

  • คะแนนที่ได้รับ
  • ความคิดเห็นจากผู้อื่น
  • มุมมองที่คนรอบข้างมีต่อเรา

แต่สิ่งที่มักมองไม่เห็น คือสิ่งที่อยู่ลึกลงไปใต้ผิวน้ำ

  • ความเชื่อที่เรามีต่อตนเอง
  • ประสบการณ์ในอดีต
  • ความคาดหวังที่มีต่อตัวเอง
  • ความกังวลหรือความไม่มั่นใจ
  • ปฏิกิริยาทางอารมณ์เมื่อได้รับความคิดเห็นที่ไม่คาดคิด
  • Blind Spots ที่เราอาจไม่เคยมองเห็น

สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็นตัวกำหนดว่า Feedback จะถูกนำไปใช้ต่อ หรือถูกปฏิเสธไปในที่สุด

ความท้าทายที่แท้จริง ไม่ใช่การได้รับ Feedback

จากประสบการณ์การทำงานกับผู้นำในหลากหลายองค์กร เราพบว่าความท้าทายที่แท้จริงมักไม่ใช่คุณภาพของ Feedback

แต่เป็นความสามารถในการทำความเข้าใจกับ Feedback ที่ได้รับ

เมื่อ Feedback สอดคล้องกับภาพที่เรามองตัวเอง เรามักเปิดรับได้ไม่ยาก

แต่เมื่อ Feedback สะท้อนบางสิ่งที่ขัดกับความเชื่อหรือภาพลักษณ์ที่เรามีต่อตนเอง เราอาจรู้สึกไม่สบายใจ ตั้งคำถาม หรือแม้แต่ปฏิเสธมัน

ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่

“Feedback นี้ถูกต้องหรือไม่”

แต่เป็น “Feedback นี้กำลังพยายามบอกอะไรกับเรา”

จาก Feedback สู่ Reflection

Feedback คือข้อมูล แต่ข้อมูลเพียงอย่างเดียวไม่ได้สร้างการเรียนรู้

สิ่งที่ทำให้ Feedback มีคุณค่าคือการหยุดคิด ทบทวน และเปิดมุมมองใหม่ให้กับตัวเอง ผู้นำที่เติบโตได้ดี ไม่ใช่คนที่ได้รับแต่ Feedback เชิงบวก แต่คือคนที่สามารถอยู่กับ Feedback ที่ท้าทาย และใช้มันเป็นโอกาสในการเรียนรู้ เพราะการพัฒนาเริ่มต้นจากการตั้งคำถามกับตัวเอง ไม่ใช่การรีบปกป้องตัวเอง

จาก Reflection สู่ Ownership

เมื่อเกิดความเข้าใจแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการลงมือเปลี่ยนแปลง การเป็นเจ้าของการพัฒนาของตนเอง (Ownership) หมายถึงการเปลี่ยนจากคำถามว่า

  • ฉันเห็นด้วยกับ Feedback นี้หรือไม่?
  • คนที่ให้ Feedback เข้าใจฉันจริงหรือเปล่า?

ไปสู่คำถามว่า

  • ฉันเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ได้บ้าง?
  • พฤติกรรมของฉันส่งผลต่อคนรอบข้างอย่างไร?
  • ถ้าจะเริ่มเปลี่ยนแปลงเพียงเรื่องเดียว เรื่องนั้นควรเป็นอะไร?

หลายครั้ง การเติบโตของผู้นำไม่ได้เริ่มต้นจากคำตอบ แต่เริ่มต้นจากความกล้าที่จะสำรวจคำถามเหล่านี้อย่างจริงใจ

เมื่อองค์กรต้องการมากกว่าแค่ Feedback

องค์กรจำนวนมากให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพของ Feedback ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการสร้างพื้นที่ให้ผู้คนได้ทำความเข้าใจ สะท้อนคิด และเปลี่ยน Feedback ให้กลายเป็นการลงมือทำ

เพราะ Feedback เพียงอย่างเดียว ไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลง

การสะท้อนคิด (Reflection) สร้างความเข้าใจ

และการเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลง (Ownership) คือสิ่งที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง

Feedback คือข้อมูล

Reflection สร้างความเข้าใจ

Ownership สร้างการเปลี่ยนแปลง

แนะนำ Frameworks สำหรับ L&D Decisions

องค์กรที่สร้าง competitive advantage ผ่านคนของตัวเอง ไม่ได้ใช้งบพัฒนาคนมากกว่าองค์กรอื่น

แต่พวกเขาใช้งบไปกับ พฤติกรรมที่ถูกต้อง — วัดผลจากภายนอก โดยคนที่เห็นพฤติกรรมเหล่านั้นทุกวัน

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เราต้องพัฒนาใครบ้าง ในเรื่องอะไร และเมื่อพัฒนาแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจะได้ผล

หลายครั้งคุณออกแบบโปรแกรมมาอย่างดี วัดความพึงพอใจ ทดสอบความรู้ ทำทุกอย่างถูกต้อง แล้วส่วนให — ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน   นี่คือเรื่องราวที่พบบ่อยที่สุดใน leadership development และมันไม่ใช่ปัญหาของการอบรม หรืออาจารย์ผู้สอน มันย้อนไปก่อนหน้านั้นอีก

องค์กรที่สร้างขีดความสามารถของผู้นำได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนที่สุด ไม่ได้มีปริมาณ training หรือ learning program มากกว่า  แต่พวกเขาสร้างสภาพแวดล้อมให้ได้ฝึกใช้ และมีการยืนยันผ่าน feedback ที่ดีกว่า — ทำให้ผู้นำเห็นตัวเองได้ชัดเจน และการพัฒนาที่มีนัยยะที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานได้ดีขึ้น

ลองถามตัวเองด้วย 5 คำถามที่หลายองค์กรไม่เคยถามจริงๆ แต่ละข้อยากกว่าข้อก่อน

คำถามที่ 1 : กลยุทธ์ที่สำคัญขององค์กรคืออะไร และ gaps ของบุคคลากรทั้งในระดับผู้นำ และพนักงานคืออะไร? ข้อนี้สำคัญที่สุดสำหรับการวางแผนโปรแกรมต่างๆ ซึ่ง HR ต้องทำการบ้านร่วมกับผู้บริหารเพื่อวิเคราะห์และหากลยุทธ์ร่วมกัน  ในหลายองค์กรอาจมีกลไก หรือ process ช่วยสนับสนุนอยู่บ้างเช่น Strategic Workforce Planning ที่ connect กับ Business Plan, Talent Management, Succession Plan, Organization Development Plan, People Risks & Rewards เป็นต้น แต่ถ้าไม่มี HR ควรตั้งเป็นกิจกรรมประจำปี อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้งเพื่อช่วยกันประเมินและวางแผนการพัฒนาองค์กร่วมกัน   การยึดโยง (align)ทุกกิจกรรมเข้ากับเป้าหมายทางธุรกิจ จะทำให้เราพิสูจน์ประสิทธิภาพของโปรแกรมการพัฒนาต่างๆ ที่เรา implement ได้ ถึงแม้จะเป็นในด้าน soft หรือมิติที่ไม่ได้วัดได้ด้วยตัวเลขทางธุรกิจโดยตรง เราก็ยังสามารถวางดัชนีชี้วัดโดยอ้อม indirect index ได้เช่นกัน เช่น engagement level, turnover rate.   และที่สำคัญ เราจะได้ early buy-in เป็นแรงสนับสนุนจากผู้บริหาร และแสดงให้เห็นถึงคุณค่า Value ของงานการพัฒนาบุคคลากรได้อย่างชัดเจน

คำถามที่ 2: คุณกำลังออกแบบ “โปรแกรม” — หรือออกแบบ “สภาพแวดล้อม”? งานวิจัยของ Brinkerhoff ชัดเจน: ความแตกต่างระหว่างผู้นำที่เปลี่ยนแปลงจริงกับคนที่ไม่เปลี่ยน แทบไม่เคยมาจากตัวหลักสูตร แต่มาจากสิ่งที่รอบตัวพวกเขาในที่ทำงาน     ผู้เข้าอบรม หรือ ผู้รับการโค้ช มักจะทำได้ดีในของอบรม หรือต่อหน้าโค้ช  แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเขาจะทำ และทำได้ดีเมื่อกลับเข้าสู่การทำงานจริง   ดังนั้นการสร้างสภาพแวดล้อมให้เกิดการฝึกใช้จนเป็นพฤติกรรม โดย การเสริมแรงจากหัวหน้า, feedback จากเพื่อนร่วมงาน และการสื่อสารจากองค์กรเพื่อส่งสัญญาณว่าพฤติกรรมใหม่นั้นสำคัญอย่างไร

โปรแกรมการอบรม หรือ Coaching คือประกายไฟ   แต่สภาพแวดล้อมคืออากาศ  สองส่วนนี้ต้องประกอบกัน  แต่ส่วนใหญ่ลงทุนกับประกายไฟ แล้วลืมเรื่องอากาศไปเลย  

คำถามที่ 3: คุณออกแบบไปข้างหน้า — หรือออกแบบย้อนกลับ? New World Kirkpatrick Model เรียกร้องสิ่งที่กระบวนการวางแผน L&D ส่วนใหญ่ยังทำไม่ได้ คือการเริ่มจาก Level 4 (ผลลัพธ์ธุรกิจ) นิยาม Level 3 (พฤติกรรมที่จะสร้างผลนั้น) สร้าง required drivers เพื่อรักษาพฤติกรรม แล้วค่อยออกแบบโปรแกรม

แต่หลายองค์กรทำในทางตรงกันข้าม เลือกหลักสูตรก่อน  แล้วหวังว่าพฤติกรรมจะตามมาเอง มักไม่เป็นเช่นนั้น เพราะไม่เคยกำหนดปลายทางก่อนเดินทาง  เช่นเดียวกับการตั้งจุดหมายปลายทางบน GPS ซึ่งจะช่วยให้เราเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดได้ ก่อนออกเดินทาง

คำถามที่ 4: ถ้าพฤติกรรมเปลี่ยน — ใครจะรู้? ใครกำลังสังเกตว่าพฤติกรรมเปลี่ยนจริงหรือเปล่า? นี่คือคำถามเป้าหมายที่ทุก framework ต้องการมากที่สุด ทั้ง 20% ใน 70-20-10, required drivers ใน New World Kirkpatrick, การยืนยันภายนอกใน LTEM และสภาพแวดล้อม feedback ใน Brinkerhoff ล้วนต้องการกลไกเดียวกัน สิ่งที่รวบรวม perspective ที่ซื่อสัตย์จากทีม เพื่อนร่วมงาน และหัวหน้า ก่อนและหลังการพัฒนา

ถ้าไม่มีกลไกนี้ Level 3 จะมองไม่เห็น ROI เป็นแค่การประมาณ Required drivers ไม่มี feedback loop และสภาพแวดล้อมที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงอยู่รอดก็ไม่มีวันก่อตัวได้ครบ

Kirkpatrick Level 3 และ Learning Transfer Evaluation Model (LTEM) ต่างต้องการสิ่งเดียวกันที่หลายองค์กรข้ามไปอย่างเงียบๆ: การยืนยันพฤติกรรมจากภายนอก ไม่ใช่แบบสอบถามความพึงพอใจ ไม่ใช่การทดสอบ ไม่ใช่การประเมินตัวเอง แต่คือการสังเกต จากคนที่ทำงานกับผู้นำทุกวัน

Level 1 และ 2 วัดได้ในห้องที่คุณควบคุมได้ แต่ Level 3 เกิดขึ้นหลังจากนั้น ในการประชุมจริง ภายใต้แรงกดดันจากการทำงานจริง ทีมงานที่ทำงานด้วยจริงๆ และคุณไม่ได้อยู่ที่นั่น

เราพูดถึง framework ต่างๆ ที่ใช้ในงานนี้ 4 ตัวซึ่งสรุปให้เห็นภาพง่ายๆ ตามนี้

70-20-10 Model[การออกแบบ]เราลงทุนงบพัฒนาคนไปในสิ่งที่ถูกต้องหรือเปล่า?”70-20-10 Model บอกเราว่าการเติบโตที่แท้จริงของคนเกิดจาก:◾ 70% — ประสบการณ์ในงานจริง◾ 20% — การเรียนรู้จากคนอื่น เช่น feedback การ coaching การสังเกต◾ 10% — การอบรมในห้องเรียนแต่งบส่วนใหญ่ขององค์กรวิ่งไปที่ 10% นั้นคำถามไม่ใช่แค่ “ใช้งบเท่าไหร่” แต่คือ “ใช้งบไปกับสิ่งที่ถูกหรือเปล่า?”ช่วยให้เห็นว่าการพัฒนาที่แท้จริงเกิดจาก ประสบการณ์จริง (70%) และการเรียนรู้จากคนอื่น (20%) มากกว่าการอบรมในห้อง (10%) ใช้เป็นกรอบตัดสินใจว่าควรลงทุนงบไปที่ไหน
Phillips ROI Methodology[การพิสูจน์คุณค่า]การลงทุนพัฒนาคนสร้างผลตอบแทนที่วัดได้จริงไหม?”Phillips ROI เพิ่มมุมมองด้านการเงินเข้ามา: ก่อนลงทุน ให้นิยามก่อนว่าคุณคาดหวัง พฤติกรรม อะไรเป็นผลตอบแทน — และจะรู้ได้อย่างไรว่าเกิดขึ้นแล้วเมื่อเชื่อมการลงทุนพัฒนาคนเข้ากับพฤติกรรมที่ต้องการ — และพฤติกรรมนั้นเข้ากับผลลัพธ์ธุรกิจ — การคุย ROI จะไม่น่ากลัวอีกต่อไป มันจะชัดเจนในตัวเองกำหนดพฤติกรรมที่คาดหวังก่อนลงทุน แล้ววัด before/after เพื่อแสดง ROI ที่เป็นตัวเลขได้จริง ช่วยให้ HR คุยกับ CFO ด้วยภาษาธุรกิจ
Brinkerhoff’s Success Case Method[การเลือกกลุ่มเป้าหมาย]ทำไมบางคนพัฒนาได้ บางคนไม่ได้ แม้ผ่านโปรแกรมเดียวกัน?”ศึกษาปลายทั้งสองด้าน (transfer สูงและต่ำ) เพื่อเข้าใจว่าสภาพแวดล้อมรอบผู้นำ ไม่ใช่หลักสูตร คือตัวแปรสำคัญ ช่วยออกแบบเงื่อนไขให้การพัฒนาเกิดขึ้นได้จริงให้คำตอบที่ชัดเจนขึ้น แทนที่จะวัดผลเฉลี่ยของทุกคน ซึ่งมักซ่อนทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวไว้ Brinkerhoff เสนอให้ศึกษาจากปลายทั้งสองด้าน — ผู้นำที่นำการเรียนรู้ไปใช้ได้มากที่สุด และน้อยที่สุด แล้วค้นหาว่าอะไรทำให้ต่างกันผลที่พบมีความสม่ำเสมออย่างน่าทึ่ง: ช่องว่างระหว่างคนที่ transfer สูงและต่ำ แทบไม่เคยมาจากเนื้อหาของการอบรม แต่มาจาก สิ่งแวดล้อมที่ผู้นำกลับไปเจอ — คุณภาพของ feedback ที่ได้รับ ว่าหัวหน้าเสริมแรงพฤติกรรมใหม่ไหม และองค์กรส่งสัญญาณว่าพฤติกรรมเหล่านั้นสำคัญจริงหรือเปล่าพูดอีกอย่าง: การพัฒนาไม่ล้มเหลวในห้องอบรม แต่ล้มเหลวในสภาพแวดล้อมที่ผู้นำกลับไป
New World Kirkpatrick Model[การวางแผน]เราออกแบบโปรแกรมจากผลลัพธ์ที่ต้องการหรือเปล่า?”สอนให้ออกแบบย้อนจาก Level 4 (ผลธุรกิจ) → Level 3 (พฤติกรรม) แล้วสร้าง required drivers เพื่อรักษาพฤติกรรมใหม่ ไม่ใช่เลือกหลักสูตรก่อนแล้วหวังผลนำ insight นี้ไปใช้ในการออกแบบโปรแกรม หลักการสำคัญ: ออกแบบ ย้อนจากผลลัพธ์ที่ต้องการ ไม่ใช่ออกแบบ ไปข้างหน้าจากเนื้อหาที่อยากสอนแทนที่จะถามว่า “ควรสอนอะไร?” โมเดลนี้ถามว่า “พฤติกรรม Level 3 สำหรับผู้นำคนนี้ในบทบาทนี้ควรเป็นอย่างไร — และต้องมี required drivers อะไรบ้างเพื่อให้พฤติกรรมนั้นเกิดและยั่งยืน?”Required drivers คือกลไกที่ทำให้พฤติกรรมใหม่อยู่รอดหลังโปรแกรมจบ: การยอมรับ ความรับผิดชอบ การ coaching และที่สำคัญที่สุด — feedback จากคนรอบข้างที่ยืนยันว่าพฤติกรรมใหม่นั้นเกิดขึ้นจริงKirkpatrick Level 3 คือจุดที่เกือบทุกองค์กรหมดแรง Level 1 และ 2 วัดได้ในห้อง — แบบสอบถามความพึงพอใจ การทดสอบความรู้ คะแนน engagement แต่ Level 3 เกิดขึ้นหลังจากนั้น ในการประชุมจริง ภายใต้แรงกดดันจริง และคุณไม่ได้อยู่ที่นั่นเพื่อสังเกต แต่มันคือตัวชี้วัดฝีมือของ HR และ L&D ที่แท้จริง
LTEM (Thalheimer)[การวัดผล]“เรามีหลักฐานจากภายนอกว่าพฤติกรรมเปลี่ยนจริงในงานหรือเปล่า?”Learning Transfer Evaluation Model (LTEM) ของ Dr. Will Thalheimer ทำให้ประเด็นนี้ชัดขึ้นอีก ใน 8 ระดับของหลักฐาน LTEM ระบุชัดว่า: หลักฐานที่มีความหมายของการเรียนรู้ต้องการการยืนยันจากภายนอก ไม่ใช่การประเมินตัวเอง ไม่ใช่การสันนิษฐานของหัวหน้า แต่คือการสังเกตที่มีโครงสร้าง จากคนที่สัมผัสพฤติกรรมของผู้เรียนโดยตรง8 ระดับของหลักฐาน ที่ชัดเจนกว่า Kirkpatrick — ระดับ 7-8 ต้องการการยืนยันจากภายนอกในสถานการณ์งานจริง ไม่ใช่แค่ความพึงพอใจหรือการทดสอบในห้อง

เราได้พูดถึงแล้วว่า การลงทุนพัฒนาคนควรยึดโยงกับพฤติกรรมที่ต้องการ ว่าพฤติกรรมเหล่านั้นต้องถูกนิยามไว้ที่ Level 3 ก่อนออกแบบโปรแกรม ว่าสภาพแวดล้อมรอบผู้นำ — ไม่ใช่ตัวหลักสูตร — คือสิ่งที่ทำให้ transfer เกิดหรือไม่เกิด และ required drivers ต้องถูกสร้างขึ้นรอบๆ การพัฒนาเพื่อให้พฤติกรรมใหม่อยู่รอด

ทุก framework ล้วนชี้ไปถึง infrastructure เดียวกันในที่สุด คือพฤติกรรม/ทักษะที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์กร

กลไกที่รวบรวม feedback ที่ซื่อสัตย์และมีโครงสร้างจากเพื่อนร่วมงาน ทีมงาน และหัวหน้า — คนที่สัมผัสพฤติกรรมของผู้นำทุกวัน — ทั้งก่อนและหลังการพัฒนา ไม่ใช่เพื่อตัดสิน ไม่ใช่เพื่อจัดอันดับ แต่เพื่อให้ผู้นำเห็นตัวเองจากมุมมองภายนอกอย่างชัดเจน

หากไม่มีกลไกนี้ Level 3 จะยังคงมองไม่เห็น ROI ยังคงเป็นแค่การประมาณ Required drivers ไม่มี feedback loop สภาพแวดล้อม high-transfer ของ Brinkerhoff ไม่มีวันเกิดครบ และ 20% ใน 70-20-10 ยังคงขาดการลงทุนและการวัดผล

องค์กรที่กำลังสร้างขีดความสามารถของผู้นำที่ยั่งยืน ไม่จำเป็นต้องรันโปรแกรมมากกว่าใคร แต่พวกเขากำลังสร้างสภาพแวดล้อม feedback ที่ดีกว่า — ที่ผู้นำเห็นตัวเองได้ชัดเจน และการพัฒนามีที่มี Value คุณค่าแบบ win-winกับทุกฝ่าย


ที่ Beaconex เราได้ทำงานกับ framework เหล่านี้ร่วมกับลูกค้ามาหลายปี หากสนใจพูดคุยเรื่องแนวทางการลงทุนพัฒนาคนในองค์กร หรืออยากเห็นว่า 360 feedback ที่ยึดโยงกับพฤติกรรมหน้าตาเป็นอย่างไรในทางปฏิบัติ ยินดีคุยด้วยเสมอค่ะ

💬 จาก 5 frameworks ใน series นี้ อันไหนที่เปลี่ยนวิธีคิดของคุณเรื่องการลงทุน L&D มากที่สุด?

Let’s talk

Ready to take your business to the next level? Our consultants are here to help you navigate your corporate journey.

Address

Beaconex Co., Ltd.
5/40 Biz Town Srinakarin, Soi Srinakarin 46/1 Nongbon, Praves, Bangkok 10250

Line ID

Beaconex

Call Us

082 680 7778